วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เฟซบุ๊คแต่งองค์ ผู้ก่อตั้งกอดหุ้นหวงอำนาจบริหาร



การก่อกำเนิดของหุ้นในรูปแบบใหม่ มีลักษณะคล้ายกับกรณีที่กูเกิลเคยกระทำมาแล้ว โดยขณะนั้นแลร์รี่ เพจ และเซอร์จี้ บริน ผู้ก่อตั้งกูเกิล ต้องการรักษาสิทธิบริหารบริษัทเอาไว้ ก่อนที่จะนำหุ้น เข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2004


จะเห็นได้ว่าบริษัทเหล่านี้ไม่มีรายใดที่แตกพาร์เพื่อกระจายหุ้นให้นักลงทุน หน้าใหม่เพิ่มเติม หุ้นกูเกิลปิดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาอยู่ที่หุ้นละ 583.09 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนหุ้น Berkshire ปิดที่ 102,700 เหรียญสหรัฐฯ โดยการแตกพาร์หุ้นนั้นทำให้ ราคาหุ้นถูกลง เปิดโอกาสให้มีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาถือหุ้นเพิ่ม รวมทั้งนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้ามาเก็งกำไร

ปัจจุบันเฟซบุ๊คมีผู้ใช้มากกว่า 300 ล้านคน และสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้มากกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

โดยล่าสุดเฟซบุ๊ครับเงินกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากนักลงทุนรัสเซียซึ่งเสนอซื้อหุ้นแลกกับสัดส่วนเพียง 2% ทำให้มูลค่าของเฟซบุ๊คพุ่งขึ้นไปถึง 10,000 ล้านเหรียญฯ.



เฟซบุ๊คจัดสรรระบบถือหุ้นใหม่ ออกหุ้น dual-class ซึ่งออกแบบเพื่อให้ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นปัจจุบันมีสิทธิในการออกเสียงบริหารบริษัทได้อย่างเต็มที่

หลายคนประเมินกันว่า ก้าวย่างของเฟซบุ๊คในครั้งนี้ทำเพื่อรองรับการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตาม ทางเฟซบุ๊คปฏิเสธว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนดำเนินการดังกล่าว



หุ้น Class B ของกูเกิล ซึ่งแลร์รี่ เพจ, เซอร์จี้ บริน, อีริค สมิดท์ ซึ่งเป็นซีอีโอ และกรรมการบริษัทคนอื่นๆ ถืออยู่นั้น ถือครองสิทธิการโหวตสูงกว่าหุ้น Class A ธรรมดาถึง 10 เท่า

เฟซบุ๊คเปิดเผยในแถลงการณ์ว่า บริษัทเปลี่ยนโครง สร้างระบบการถือหุ้นใหม่ เพราะผู้ถือหุ้นต้องการที่จะรักษาอำนาจบริหารบริษัทเอาไว้ เผื่อเวลาที่ต้องโหวตออก เสียงตัดสินเรื่องที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊คไม่ได้ระบุว่าผู้บริหารรายใดหรือพนักงานคนไหนจะได้รับสิทธิในการถือหุ้นดังกล่าว แต่มีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า เฟซบุ๊คจะเปลี่ยนหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นปัจจุบันทั้งหมด ขณะที่กูเกิลนั้นจำกัดให้เฉพาะแต่ผู้บริหารระดับสูงถือเท่านั้น และนั่นเป็นประเด็นที่ทำให้กูเกิลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

การกำหนดเงื่อนไขลักษณะหุ้นดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทไอทีเท่านั้น กรณีนี้เกิดขึ้นกับบริษัทสื่ออย่างนิวยอร์กไทม์เช่นกัน โดยตระกูล Ochs-Sulzberger นั้น แม้ถือหุ้นเพียง 1 ใน 5 ของหุ้นทั้งหมด แต่ก็ครอบครองอำนาจบริหารเนื่องจากถือหุ้นในลักษณะดังกล่าว

นอกจากนั้น ยังมีบริษัท Berkshire Hathaway ของมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟต ซึ่งใช้วิธีการเดียวกัน เพื่อควบคุมบริษัทได้เต็มที่ แต่แน่นอนว่าไม่เป็นที่พึงใจของนักลงทุน


1 ความคิดเห็น:

sweez_zaSDU_sec_D1_it_200 กล่าวว่า...

กว่า จะ ติด ตามได้


เล่น เอา เหงื่อ ตก เรย...


_*_

แสดงความคิดเห็น